2005/Sep/17

เปล่าครับไม่ใช่จะพูดถึง series หนังฮ่องกง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว สำหรับคนที่มาจาก exteen คงไม่เกี่ยวครับเชิญข้ามไปได้ คนทีตามมาอ่านจากไดฮับเตรียมตัว หึหึ

คุณโก้จะอาละวาดอิอิ ผมเนี่ยไม่ชอบการออกมาหาเรื่องใครทางเนทเลยครับ มันดูเหมือนเด็กๆทะเลาะกันยังไงชอบกล lol

ในความคิดส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเวลาเราคบกับใคร ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า ถ้าพูดกับคนอื่น ควรจะเลือกพูดถึงแต่สิ่งดีๆของแฟนเรา ถ้าไม่ชอบใจอะไรก็คุยเคลียร์กันสองคนดีกว่า อย่าให้คนนอกเข้ามายุ่ง เพราะมันเป็นเรื่องของคนสองคน

ถ้าไม่มีคนถามขอความเห็นตรงๆกับปัญหาด้านความสัมพันธ์ที่คนๆนั้นมีอยู่ ผมไม่ชอบไปถามซอกแซกเรื่องความสัมพันธ์ของคนอื่น (ถึงมันจะเป็นเรื่องสนุกก็เถอะ) ในทางกลับกัน ผมก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งหรือมาถามซอกแซกในความสัมพันธ์ของผม สงสัยได้ แต่ก็สงสัยต่อไปสิครับ lol

เรื่องที่ผมเขียนเรื่องฝน เห็นได้ยินเสียงแว่วๆมาบ่อย เลยต้องออกมาพูด

ถามแฟนผมว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า มีอะไรปรึกษาได้ขอบคุณครับ
มาซักแฟนผมต่อว่า ผมมีเหตุผลอะไรถึงเขียนเรื่องนี้ หรือทำไมผมถึงทำอย่างโน้นอย่างนี้เสือกครับ
มาเป่าหูแฟนผมว่า เนี่ยยังต้องแอบกิ๊กกันอยู่แน่เลย อย่าให้รู้ว่าใครนะครับ

เข้าใจว่าเรื่องรักๆใคร่ๆของชาวบ้านเนี่ยมันคุยสนุกแต่

Please mind your own business. Do respect my space and privacy of my relationship as I dont like people meddling with my affairs, either through me or my girlfriend.

Thank you

Ps. คนกำลังมู๊ดดีๆย้ายมาที่ใหม่เปิดฉากหาเรื่องซะแล้ว หรือเป็นเพราะวันย้ายเข้าฤกษ์ไม่ดี? lol


edit @ 2005/09/17 14:16:21

2005/Sep/14

หากเป็นสมัยก่อน การเขียนเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่คนจะถ่ายถอด ความรู้ อารมณ์ ความรู้สึก ให้ผู้อื่นได้รับรู้ เวลาเราอ่านหนังสือที่เขียนดีๆซักเล่ม เราสามารถเข้าใจ นิสัยและความคิดของตัวละคร เหตุการณ์ทั้งหลายที่บรรยาย สไตล์การพูด ทำให้เรารู้สึกเหมือนรู้จักคนๆนั้นในชีวิตจริงๆ

ถึงแม้ในปัจจุบันเราสามารถที่จะบันทึกข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เสียง หรือ วีดีโอ แต่ผมก็ยังชอบที่จะสื่อความคิดและเหตุการณ์ผ่านตัวหนังสือมากกว่าอยู่ดี ผมว่าเสน่ห์ของภาษาและตัวหนังสือคือ คนอ่านสามารถจินตนาการสิ่งที่เกิดขึ้นโดยใช้ประสบการณ์ของตัวเองเข้าประกอบ ผู้หญิงชุดแดง ในความคิดสำหรับแต่ล่ะคนคงหน้าตา หุ่น นิสัย ชุดที่ใช้ คงไม่เหมือนกันแน่ๆ

ในโลกเสมือนแห่งนี้ก็เหมือนกัน เรารู้จักและเข้าใจความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ของคนอื่นผ่านตัวอักษร ซึ่งไม่ต่างจากการอ่านหนังสือซักเล่มหนึ่ง ส่วนจะจริงไม่จริงอันนี้คงต้องพิจราณาเอาเอง ผมว่าคนทุกคนก็มีเปลือก สร้างภาพ และก็ใส่หน้ากากด้วยกันทั้งนั้นแหละ อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย

ย้ายมาเขียนที่ใหม่ก็เลยคิดว่าจะแนะนำให้คนอ่านได้รู้จักหนังสือเล่มแรกที่มีคนแสดงชื่อ ตัวกวน (หรือ คุณโก้ เวลาของขึ้น หรือ อารมณ์ดีผิดปกติ) ในหลายๆมุมมอง

คุณโก้คิดอะไรเป็นระบบเพราะว่าเรียนสาขาวิศวะปริญญาตรีและโทมาจากสถาบันแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆHarvard ตอนนี้กำลังต่อเอก (ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ) อยู่ที่สถาบันอีกแห่งหนึ่งใน California สรุปว่าอยู่อเมริกามานานอาจจะคิดและมองอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านอยู่บ้าง

แต่วิศวะก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณโก้สนใจ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ การปกครอง(2) การทหาร ความรู้รอบตัว หรืออะไรก็ได้ ในรูปแบบที่เอามาประยุกต์ใช้ใน ชิวิตประจำวัน เพื่อทำให้เราเข้าใจตัวเอง และ คนอื่นมากขึ้น ในแง่ของการพูดจา ความคิด การวางตัวซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเขียนออกมาเพื่อเป็นความรู้ให้คนบางประเภท(2)ได้เห็นถึงเทคนิค(2,3,4)ว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นคนโรแมนติค น่าสนใจอย่างมีสไตล์ (2) แทนที่จะโชว์ออฟแบบโง่ๆ

บางคนอาจจะเห็นสิ่งที่ผมเขียนแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Hitch (2,3) ที่สอนอะไรเล็กๆน้อยไว้ใช้ เอาอกเอาใจ หรือ สร้างความประทับใจให้กับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน, แฟนเก่า(2,3,4), แฟนปัจจุบัน(2,3) หรือ ผู้ชาย ซึ่งผมว่าอะไรเล็กๆน้อยๆเนี่ยเป็นสิ่งที่สำคัญทีเดียวล่ะครับ ก็เลยเขียนไว้เผื่อเก็บไว้ให้ลูกอ่าน

ในเวลาว่างถ้าอยู่บ้านคุณโก้ชอบ ดื่มชา ฟังเพลง ทำอาหาร อ่านหนังสือ คุยเล่น เล่นกับน้ำแข็ง ไม่ก็หาอะไรใหม่ๆทำ ถ้าเบื่อๆก็ออกไปซื้อของ เที่ยวงานแปลกๆ เพื่อที่จะถ่ายรูป หาของ อร่อยๆ ทานในLA

คิดว่าคงรู้จักกันมากขึ้นแล้วนะครับจากหนังสือเล่มแรก(ไดฮับ) ส่วนในเล่มที่สอง คุณโก้จะเป็นอย่างไร อันนี้ก็ต้องรออ่านกันต่อปาย

ตัวกวน


Ps. คิดอยู่ว่าจะทำไงกับentryเก่าๆที่เขียนไปดี จะเอามาpostใหม่ก็ขี้เกียจ ในที่สุดคุณโก้ก็หาวิธีจนได้ :) แต่ก็ไม่ครบหรอกครับ บางส่วนคงไม่linkจนกว่าจะlockบล๊อคได้ lol

2005/Sep/12

There are people who prefer to say Yes and there are people who prefer to say No. Those who say Yes are rewarded by the adventure they have, and those who say No are rewarded by the safety they attain. People with dull lives often think that their lives are dull by chance. In reality, everyone chooses more or less what kind of events will happen to them by their conscious pattern of blocking and yielding.

~Keith Johnstone

Part III: Breaking the routines

เวลาเล่นละครสด ปัญหาส่วนใหญ่ของนักเรียนการแสดงคือไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง พูดง่ายๆก็คือคิดพล๊อตต่อไม่ออก ซึ่งวิธีแก้นั้นก็คือ ตอนนั้นทำกิจกรรมอะไรอยู่ ให้หาทางทำให้อะไรเกิดขึ้นซักอย่างที่จะมาทำให้กิจกรรม (routine) นั้นเปลี่ยนไป หรือ ไม่สำเร็จ

ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ routine ของการตื่นนอนตอนเช้านั้นชะงักโดยการที่ผู้แสดงค้นพบว่าตัวเองตื่นขึ้นในบ้านของคนอื่น

ลองนึกดูว่าถ้าเกิด routine นั้นไม่ถูกทำให้ชะงักจะเกิดอะไรขึ้น นักแสดงตื่นขึ้นมาตอนเช้าในบ้านของตัวเอง พอตื่นเสร็จ แล้วจะทำอะไรต่อล่ะ? ที่จะให้มันน่าสนใจ ในทางตรงกันข้ามการbreak routine จะทำให้มีทางใหม่ๆที่จะไปได้อีกเยอะแยะ

ซึ่งเทคนิคตรงเนี้ยสามารถเอาไปใช้ในการแต่งเรื่อง หรือ ทำให้เข้าใจโครงสร้างของนิยาย ละคร หนัง (และอื่นๆ seduce? lol) มากขึ้น

-Harry Potter: เริ่มเรื่องมาจากชีวิตในบ้านของแม่เลี้ยง ในขณะที่ชีวิตกำลังดำเนินตามปกติทันใดนั้น routine ก็ถูกทำลายโดยการเข้ามาของ Hagrid

-Snow White: พระราชินีมีroutineในการถามกระจกทุกวันว่าใครสวยที่สุดในโลก จนกระทั่ง routine นั้นถูกทำลายโดยการที่กระจกบอกว่า มีคนที่สวยกว่าชื่อ Snow White

ถ้ามานั่งมองดูหนังหรือนิยาย จะสังเกตุเห็นว่าเกือบทุกเรื่องมีโครงอย่างงี้ทั้งงั้น คือพระเอกนางเอก หรือใครก็ได้ใช้ชีวิตทำ routine ไปตามปกติ และอยู่ดีๆ routine นั้นก็ถูกทำลาย ซึ่งทำให้เรื่องราวน่าสนใจน่าติดตาม

การ Break the routine กับ Blocking offers นี่ไม่เหมือนกันนะครับ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เรา Break the routine by giving an interesting offers อย่างกรณีบทสนทนาที่ผมเริ่มแกล้งว่าตัวเองเป็นพระ ก็เป็นการ break the routine (ก็คือ routine ของ role คนสองคนธรรมดาคุยกัน) แล้วก็ offers roles ใหม่ให้กับทั้งผมและคนที่คุยด้วย

นอกจากใช้ในการแสดงละครแล้ว ตัวอย่างในชีวิตจริงก็เช่น ถ้าเราไป break routine ใครที่เค้าทำอะไรเป็นประจำๆ ก็เหมือนกับการเอาไม้ไป perturb กวนน้ำให้ขุ่น คนที่ถูก break routine ก็จะทำอะไรไม่ถูก และไอ้การทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่มีเวลาคิดวางแผนล่วงหน้าเนี่ย มันทำให้นิสัยบางอย่างที่คนๆนั้นพยายามซ่อนหรือปิดไว้ มันโผล่ขึ้นมา อย่างที่เคยบอกไว้ตอนที่เขียนเรื่อง Perturbation (ถ้าใครตามมาจากไดฮับคงจะรู้ว่าพูดถึงเรื่องอะไร)

Part IV: Creativity

จริงๆแล้วมี tricks อีกเยอะแยะที่นักแสดงละครพวกนี้ใช้กัน ซึ่งที่ว่าสดๆนั้นก็อาจจะไม่สดซะทีเดียวในแง่ที่ว่าอาจจะมีบางฉากบางเวลาที่คนแสดงพูดในสิ่งที่จำมาจากการแสดงครั้งก่อนๆ ถ้าสถานการณ์ที่แสดงตอนนั้นมันเหมือนกับการแสดงครั้งก่อนๆ แต่จากที่อ่านมาคิดว่าคนอ่านคงเข้าใจว่า Spontaneity นั้นมันก็มีโครงสร้างและวิธีการของมัน ถ้าจับจุดได้ การที่จะคิดหรือพูดอะไรที่ออกมาเป็นเรื่องเป็นราวแถมตลก ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะยากเย็นมากนัก ซึ่ง part 2 กับ part 3 เนี่ยผมก็สังเกตุว่าตัวเองเวลาคุยเล่นๆก็ใช้หลักอย่างงี้เหมือนกันเพียงแต่ไม่ได้เรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดว่าสิ่งที่ทำคืออย่างนี้จนกระทั่งได้มาอ่านเรื่องนี้

พอมีหลักอย่างงี้แล้วสบายกว่าเดิมครับ จะดูว่าใครน่าเบื่อ ใครน่าสนใจน่าคุยด้วยก็ไม่ยากเลย หรือว่าถ้าเราไม่อยากคุยกับใครก็blockอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ lol..และentryนี้ก็เป็นคำอธิบายอีกอย่างหนึ่งที่ทำไมผมเชื่อว่าการที่ Hitch พูดกับ Saraครั้งแรกนั้นที่คำพูดมันดูออกมาไม่มีทางน่าจะคิดได้มาในเวลาสั้นๆ จริงๆแล้วมันเป็นไปได้ :)

Part V: End

เรื่องที่เขียนมานั้น มีโครงมาจากหนังสือเล่มนี้ Impro: Improvisation and the theatre เขียนโดย Keith Johnstone ในปี 1981 ซึ่งในตอนที่เค้าเขียนขึ้นมา ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น Father in the field of Improvisation แล้ว หนังสือเล่มนี้เรียกว่าเป็นไบเบิลของคนที่เล่นละครสดเลยทีเดียว การเล่นละครสดนั้นดังมาตั้งแต่ปี 1956 แล้วเพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะได้สัมผัสกับมันเท่าไหร่ แล้วก็เพิ่งมาดังอีกทีตอนที่ออกมาเป็นรายการ Whose line is it anyway นี่แหละ เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากเลยครับ เพราะอ่านแล้วจะทำให้เข้าใจถึง interaction ระหว่างคนสองคน และ หลักการเขียนเรื่องที่ดี ที่สามารถเอาไปใช้ได้ในชีวิตจริง เพราะจะว่าไปแล้วชีวิตก็คือละคร

และผมก็เล่นละครอยู่ทุกวัน..