2005/Sep/27

(*หลักเกี่ยวกับ sub-communication อ่านมาจากที่ๆนึง บวกกับผสมๆกับเขียนเองนิดหน่อย ไม่ได้คิดเองครับ )

การจะอยู่ในสังคมอย่างประสบความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญอย่างนึงก็คือต้องรู้จักที่จะ sells yourself (ถ้าใช้ภาษาไทย -- ขายตัว -- คงดูแปลกๆ :P) แสดงข้อดีหรือส่วนดีของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็น ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน หรือกับเพศตรงข้าม อย่างเวลาทำงานก็ต้องแสดงให้เจ้านายหรือลูกค้าเห็นว่าเรามีความสามารถ กับสาวๆผู้ชายก็อาจจะพยายามแสดงให้เห็นว่าตัวเองเก่ง (มีอนาคต) หรือรวย (พึ่งพาได้)

พูดง่ายๆก็คืออวดนั่นเองครับ ว่าตัวเองมีดีกว่าคนอื่น เราถึงเห็นคนขับรถหรูๆ แต่งตัวหรือใช้ของใช้แพงๆ อย่างเช่นมือถือ หรือไม่ก็พวกชอบอวดว่าตัวเองเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ จบจากที่นั่นที่นี่ สรุปก็คือทุกคนก็อวดกันทั้งงั้นแหละ แล้วแต่เวลา สถานการณ์ และความจำเป็น

ซึ่งผมก็ว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายอะไร ออกจะจำเป็นในการอยู่ในสังคมด้วยซ้ำ สมมติว่าต้องไปเสนองานให้ลูกค้าแข่งกับคนอื่น ถ้าไม่รู้จักอวดก็เสร็จเหมือนกัน ปัญหาจริงๆแล้วอยู่ที่การแสดงออกมากกว่า การอวดอะไรออกมาตรงๆ ส่วนใหญ่จะทำให้คนหมั่นไส้ ดูไม่มีสไตล์ และ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง (insecure) คนอ่านอาจจะสงสัยว่าถ้ามันตั้งใจจะอวดแล้วจะไม่มั่นใจได้ไง อันนี้ต้องรออ่านต่อไปว่าทำไม :P

สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือจะทำแบบไหนให้ออกมาแล้วดูไม่น่าเกลียด เพราะถ้าจะให้โม้ตรงๆคงไม่มีใครอยากฟังหรือเห็น ตัวอย่างแย่ๆมีให้ได้เห็นได้ยินทั่วๆไป ยกตัวอย่างเช่น

1. เพื่อนของเพื่อนเป็นลูกนักการเมือง อยากจะโชว์พ่อใหญ่ ก็ถ่ายรูปตัวเองยืนอยู่หน้ารูปพ่อที่เป็นนักการเมืองที่ติดอยู่ตรงที่ผนังบ้าน (พี่ดุก ถ้าใครยังจำได้จากไดเก่า)

2. อยากจะโชว์ว่าตัวเองเรียนอยู่มหาลัยดังๆก็บอกคนอื่นว่า ผมเรียนอยู่ที่ (insert your favorite universities here) ไม่ก็เอาเสื้อมหาลัยมาใส่เดินไปเดินมา

3. อยากโชว์ความสามารถ อันนี้คุณแฟนเล่าให้ฟัง มีหนุ่มคนนึงครับ อยากจะโม้ว่าตัวเองเล่นกีต้าร์เป็น เฮียแกทำไงรู้ไหมครับ เฮียทำท่าลีดกีต้าร์ตามจังหวะเพลงที่เปิดในบาร์อย่างได้อารมณ์ ผมฟังแล้วถึงกับต้องส่ายหัว อยากรู้ว่าเป็นใครอันนี้ไปถามคุณแฟน, พิม androdisac ไม่ก็ จุ๋มได้ คนนั้นคือหนึ่งในพี่ชายช่างฝันที่แสนดีที่เคยพูดไปนานแล้ว

อะไรที่มันเด่นชัดหรือมาตรงๆไปคนเห็นคนฟังรู้สึกได้ครับว่าอวด ปฏิกริยาที่ตามมามักจะเป็นหมั่นไส้ วิธีที่ดีกว่าคือใช้วิธีที่เรียกว่า sub-communication คือสื่อถึงเรื่องที่ต้องการจะบอกโดยที่ไม่ได้เหมือนตั้งใจจะพูดถึง ซึ่งของเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการพูดจาอย่างเดียว สมมติว่าถ้ามีผู้หญิงสวยเดินมาแต่ผมทำเฉยๆไม่ได้สนใจอะไร สิ่งที่สื่อทางอ้อมคือผมเห็นหรือรู้จักคนสวยมาเยอะ แค่ความสวยแค่นี้ไม่ได้ทำให้ต้องสนใจมอง

ยกตัวอย่างอีกอันแต่ขอไม่แปลเพราะคิดว่าอ่านต้นฉบับจะเคลียร์กว่า ตัวอย่างนี้อาจจะเกินความจริงไปหน่อยแต่ที่เอามาก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องการจะพูดถึง

"My ex-girlfriend just picked me up at the airport tonight, and instead of her Audi she was driving a Maserati all of a sudden. It was too funny -- I tried to pretend that I didn't notice, and then like 100 yards outside the airport, we get pulled over. She didn't tell me until afterwards that they'd just given her the car for a photo shoot she was doing, so when the cop lights came on, I was totally wondering what was up. Finally, I whispered to her: "Karen, if in the last three days you'd become a drug baron and were on the FBI hit list, you'd tell me right?" Anyway, even when it turns out we just had a broken headlight, . . . Etc., etc.,

สิ่งที่สามารถ imply ได้ทางอ้อมคือ

1. He has an ex-girlfriend. He's not a total loser.

อันนี้ต้องขอขยายความหน่อย คนที่มีแฟนอยู่ หรือว่ามีแฟนเก่า ถ้าลองคิดดีๆเนี่ยถือว่าเป็น trait ที่ desirable นะครับ เพราะมันเป็นการสื่อว่า อย่างน้อยก็มีคนเอา แสดงว่าต้องมีอะไรดีอยู่บ้าง ในทางกลับกันถ้าเกิด ผู้ชายคนนั้นไม่เคยมีแฟนมาเลย (เอ๊ะมันเป็นเกย์รึเปล่า?) หรือ ผู้หญิงไม่เคยมีแฟนมาเลย (ทำไมถึงไม่มีใครเอา?) ก็อาจจะมีคำถามตามมาเป็นred flag

2. He is close enough to his ex-girlfriend that she would pick him up at the airport.

แสดงว่าน่าจะเลิกกันด้วยดี จากที่เห็นคงไม่มีประวัติ abuse แฟนตัวเอง

3. He has a lifestyle where he travels (he's coming from the airport).

คนที่เดินทางบ่อย ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ต่างๆ เป็นคนน่าสนใจ (เพราะได้มีโอกาสไปเจอเรื่องราวและสถานที่น่าสนใจมากกว่าคนที่ไม่ไปไหนเลย) และมีโลกทัศน์กว้าง

4. His ex-girlfriend has an Audi. This doesn't necessarily give her a ton of value, but it gives her a little bit. Which gives you a bit of value by implication.

5. His ex-girlfriend does photo shoots. She must be attractive.

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ชายคนนี้คงต้องมีอะไรดี ไม่งั้นทำไมผู้หญิงน่าตาดีจะมาสนใจ (ถ้ารวมข้อ 2เข้าไปด้วย ก็จะทำให้ชัดขึ้น)

6. His ex-girlfriend does the kind of photo shoots where they'd give her a Maserati for the day as part of it. She must be very attractive.

สมมติว่าถ้าผู้ชายคนนี้ไม่รวย ไม่หล่อ เลยแต่เคยควงสาวสวยขนาดนั้น แสดงว่าต้องมีอะไรดีอย่างอื่น อย่างเช่น อาจจะคารมดี ไม่ก็..เอ่อ..เรื่องบนเตียงเก่ง อะไรก็ว่าไป

แค่เล่าเรื่องสั้นๆแต่ implication ที่แสดงออกมาเยอะมากเลยครับ ซึ่งของพวกนี้ผู้หญิงจะค่อนข้างpick upไวพอสมควร (ผู้ชายอาจจะไม่ทันคิดว่าผู้หญิงที่ตัวเองคุยด้วย sub-communicateอะไรออกมาเพราะมัวแต่จ้องหน้าอกอยู่ lol)

อย่างงี้แหละที่เรียกว่า sub-communicate หลักๆสำคัญคือต้องใช้ subtlety ครับ และสอดไส้สิ่งที่ต้องการจะสื่อในเรื่องอื่นที่คุยกัน โดยการจะเข้าใจถึงสิ่งที่สื่อนั้นต้องใช้สมองประมวลผลอยู่บ้าง ซึ่งถ้าคนที่ทำเก่งๆจะดูลื่นๆไม่เป็นที่ขัดตาหรือน่าหมั่นไส้เวลาพูดคุยด้วย

ซึ่งเวลาที่เราได้ยินคนพูดๆกันว่า ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง คนนี้น่าสนใจ แต่บอกไม่ค่อยถูกว่ามันตรงไหน ผมว่าก็เพราะว่าคนๆนั้น sub-communicate เก่ง และคนที่เป็นผู้ฟังนั้นประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นทางจิตใต้สำนึก คือรู้ลึกๆในใจว่าสิ่งที่อีกฝ่ายsub-communicateคืออะไร แต่ชี้ออกมาเป็นข้อๆไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วรู้สึกดีประมาณนั้น

กลับมาที่ตัวอย่างโง่ๆสามข้อในตอนต้นถ้าจะแก้ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ออกมาในแนวของ sub-communication (ยกตัวอย่างให้เห็นเฉยๆนะครับไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด..แต่อย่างน้อยคงดีกว่าพูดอวดออกมาแน่ๆ)

1. ถ้าจะอวดว่าพ่อใหญ่เป็นนักการเมือง (จริงๆไม่เห็นจำเป็นต้องพูดเลยครับ ถ้าอีกฝ่ายรู้นามสกุลก็น่าจะรู้แล้วว่าเป็นมีอะไรเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้แสดงว่าพ่อตัวเองคงไม่ดังพอก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอวดให้เสียเวลาอยู่ดี) กับคนที่เพิ่งรู้จักแลกนามบัตรกันให้อีกฝ่ายเห็นนามสกุลก็ได้ หรือไม่ก็เอาเรื่องของ สส คนอื่นมานินทาให้ฟังเล่นๆ ซึ่งเป็นการimplyว่าอยู่วงในไม่งั้นจะเอาเรื่องนั้นเรื่องโน้นมาพูดได้ยังไง

2. อันนี้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่คำถามว่าเรียนที่ไหนทำงานที่ไหนมันค่อนข้าง mundane คนถามกันอยู่แล้ว แทนที่จะโม้ว่าอยู่นั่นอยู่นี่ ก็สู้บอกไปว่าอย่ารู้เลยไม่ดังหรอก จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายสนใจอยากจะรู้มากกว่า เพราะดูลึกลับดี หรือไม่ก็ส่งemailให้อีกฝ่ายจากaccountของมหาลัยตัวเอง แล้วทำเฉยๆไม่เหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น

3. แทนที่จะมานั่งลีดกีต้าร์ในจินตนาการให้น่าขนลุก ก็อาจจะพูดออกมาในแนวๆว่า มือกีต้าร์ที่นี่เก่งดีนะครับ เพราะปกติตรงท่อนนี้จะเล่นยากตรงคอร์ดx,y,z etc.. อย่างแรกแสดงให้เห็นว่ารู้จักชมคนอื่น ไม่ยกตกข่มท่าน อย่างที่สองบอกว่าเล่นกีต้าร์เป็น และคงเคยเล่นเพลงนั้นมาแล้ว

คนเรา sub-communicate ตลอดอยู่แล้วไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ผมว่าการหัดมองให้ออกว่า sub-communication มีอะไรบ้างในบทสนทนาเนี่ยค่อนข้างมีประโยชน์เลยล่ะครับ เพราะจะทำให้เรานอกจากมองออกแล้วยังสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ว่าใครเป็นยังไง.ซึ่งประโยชน์ก็มีตั้งแต่เอาไว้ จีบสาว จีบหนุ่ม โอ้อวดแบบมีศิลป์ เจรจาต่อรองblah blah blah

สำหรับในกรณีผู้ชาย trait ที่ควรจะ sub-communicate ออกมาคร่าวๆก็คือ

- Pre-selection (other attractive women want you)
- Wealth
- Power
- Social status (especially being the leader of men)
- Some unpredictability
- In control, not controlling
- Intrigue/curiosity/unanswered questions about you
- Being the protector of your loved ones

(พอเขียนlistที่ได้มาจบ ก็หันมามองตัวเอง แล้วก็ต้องหัวเราะออกมา lol)

ส่วนที่บอกในตอนต้นว่าทำไมคนที่ชอบอวดตรงๆถึงดูไม่ค่อยมีความมั่นใจ เหตุผลก็เพราะว่า.. ยกตัวอย่างดีกว่า สมมติพวกที่ชอบอวดอะไรอย่างออกหน้าออกตา เช่นรถ มือถือ มันเป็นการ sub-communicateทางอ้อมว่า คนๆนั้นไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ที่จะอวดแล้ว (เลยต้องเอาของอย่างงี้มาอวด เพราะตามธรรมดาคนเราก็ต้องเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดมาอวดใช่ไหมครับ) เราเลยเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่รวยจริงๆหลายๆคนยังใช้nokiaรุ่น3310อยู่ มันsub-communicateว่าคนนั้นcomfortableกับเรื่องความรวย ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องเอาไปอวดทำไม

:นอกเรื่อง:

พอดีได้ตำราทำซุบมาเล่มนึง อยากจะลองทำซุบหอยแมงภู่แบบอิตาลีมานานแล้ว วันนี้เลยได้ฤกษ์ทำ Mussels in saffrons broth. ส่วนผสมก็มีหอยแมงภู่, หอม, กระเทียม,Italian parsley, ไวน์ขาว, thyme แล้วก็ saffron (เป็นเครื่องเทศที่ราคาแพงที่สุด เพิ่งจะเคยลองใช้ก็ครั้งนี้เนี่ยแหละ) ทำออกมาได้หน้าตาประมาณนี้

อร่อยดีครับ กินไปกินมาถึงตัวสุดท้ายก็ชะงักเพราะเห็น น้องมิว แล้วนึกถึงอะไรบางอย่าง ก็เลยหยิบกล้องมาถ่ายไปหัวเราะคิกคักๆไป


ใครจะหาว่า perv ก็ตามทีแต่ผมว่าดูแล้วคล้ายอะไรซักอย่างฮ่ะๆ หลังจากถ่ายเสร็จน้องมิวก็โดนกินไปเรียบร้อย lol

ว่าแต่ที่เขียนมาเนี่ยคิดว่าผมsub-communicateอะไรหรอครับ :P


edit @ 2005/09/27 11:48:12

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
Agree that subtlety is what makes every kinds of communication successful, from business negotiation, job interview, to presentation of self in dating scenes...

But what if that person doesn't possess any of the necessary traits, e.g. wealth, power, social status, etc...what if that person is from the rural area, still poor, not v. good looking, had been in a relationship with some not so good looking/rich/boastable exes...? Well, I think subtlety can hardly be that person's alternative...instead, he/she needs to go for some other obvious way of presenting their best qualities, e.g. honesty, kind hearts, faithfulness...

In sum, subtlety only works when you are the cream of the crops, meaning you have some qualities that capitalism world deem as desirable...

In a way, I think this entry of you is teaching people to be kitsch but to hide their kitschness subtly...but, in the end, kitsch is kitsch anyway...so how about trying to be kitsch-free yet attractive at the same time (if that is possible)...

(พอเขียนlistที่ได้มาจบ ก็หันมามองตัวเอง แล้วก็ต้องหัวเราะออกมา lol
#1  by  Atashi At 2005-09-27 14:11, 
He has an ex-girlfriend. He is not a total loser...

ดูเหมือนจะดี เพราะผ่านการการันตีว่า ยังมีคนเคยคบด้วย

อีกมุมนึงก็..น่าคิดนะคะ

ผู้ชายคนนี้...เคยมีแฟนมาก็จริง

แต่ทำไมเลิกกะแฟน...

อันนี้เป็นประเด็นที่ผู้หญิงคนต่อไป...มักแอบคิดโดยนัยนะคะ
#2  by  -Lose Control- At 2005-09-27 15:14, 
....

how romantic!!

รูปหัวใจใช่ไม๊คะนั่น...

#3  by  Alice in wonderland (203.101.52.242) At 2005-09-28 01:41, 
sub - communicate
ควรบรรจุ อยู่ในหลักสูตร
ของการอวดตัวอย่างมีศิลป์ อิอิ

ถึงอ่านแล้ว แต่ก็ยังคิดว่า
เรื่องแบบนี้ เป็น sense ของแต่ละคนจริงๆค่ะ
เพราะใช่ว่า "รู้" แล้วจะ "ทำ" ได้

หรืออาจจะต้องฝึกฝนบ่อยๆ
จะได้ "อวดเก่งๆ" แบบที่ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า "อวดเก่ง"

ป.ล. อืมม น้องมิวตัวสุดท้าย
ทำให้ดูคล้ายได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับจินตนาการค่ะ

ถ้าคล้าย หออออออ หัวใจ ก็คง sub communicate ว่า
คุณตัวกวน โรแม๊นซ์มากกก
อะไรๆ ก็มองเห็นเป็น หอออ หัวใจ ไปโม้ดด
หรือถ้ามองคล้าย ผีเสื้อ (มองยังไงก็ได้ ให้คล้ายแหล่ะ)
sub- com ว่า คุณตัวกวน ร๊ากกกรัก ธรรมชาติค่ะ

สรุปแล้ว คุณตัวกวน ไปลงคอลัมภ์หาคู่ได้ค่ะ
เพราะ โรแมนติค และ รักธรรมชาติ ชอบทำกับข้าว
แถมใส่เพลงใน blog แปลว่ารักเสียงดนตรี

คุณสมบัติครบพอดี...

อ่อ แต่เกินมาข้อหนึ่ง.... เผอิญ แฟนมีแล้ว ฮุฮุ
#4  by  A girl who knows little At 2005-09-28 02:02, 
ได้หัวเราะหึๆประกอบการอ่านตลอดเลยค่ะ
[ยิ่งพอนึกถึงblogวันล่าสุดของน้องreira แล้ว ยิ่งทำให้นึกถึงเรื่องบางอย่างเมื่อสมัยสาวๆ.. ฮุฮุ]

ขอพูดถึงในแง่ของ Game Theory ซักนิดนึงละกันค่ะ [ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่ game theorist และไม่ได้เชี่ยวด้านนี้เลย ทั้งหมดนี่ งูๆปลาๆตามที่เคยเรียนมานิดหน่อย และขออนุญาตไทยคำอังกฤษคำ ไม่ก็อังกฤษหลายคำนะคะ เพราะไม่อยากแปลศัพท์เฉพาะเท่าไหร่]

ส่วนตัวคิดว่า sub-communication จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อการบอกตรงๆเนี่ย ให้ผลลัพธ์ที่ไม่คอยดีเท่าไหร่ เพราะ subcommunication เนี่ย เป็น mixed signal ทำให้บอก type ใน signalling game ได้ยาก ผลก็คือ อาจจะไม่ได้ Nash equilibrium ก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้า Nash equilibrium มันไม่ดีกับเรา เราก็หาทางเลี่ยงมันซะ แต่ถ้ามันดีกับเราอยู่แล้วก็... จะเดินทางอ้อมทำไม?

เช่น... ถ้าจบโรงเรียนดัง แล้วอยากจีบสาวที่คลั่งโรงเรียนดัง[สมมติว่ารู้ว่าเธอคลั่งโรงเรียนดังละกันค่ะ] อันนี้คิดว่าบอกโต้งๆเลยว่าอยู่โรงเรียนดังจะเวิร์คกว่า แต่ถ้าจบโรงเรียนดัง แต่สาวที่จีบไม่ได้กรี๊ดกร๊าดโรงเรียนดังเท่าไหร่ อันนี้บอกอ้อมๆก็คงดี ถ้าไม่อยากให้เธอหมั่นไส้เอา [หมายเหตุ: คิดว่าการส่งเมล์จาก account ของโรงเรียนก็ยังโจ่งแจ้งไปค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ free email ก็ส่ง-รับไฟล์ใหญ่ๆได้ เลยดูเหมือนไม่ค่อยมีความจำเป็นในการใช้เมล์โรงเรียนเท่าไหร่]

ที่สำคัญ... sub-communication มันขึ้นอยู่กับคนแปลสารด้วยค่ะ ถ้าคนฟังไม่ได้ read between the lines อะไรเลย อันนี้ก็... ความพยายามอาจจะสูญเปล่าได้ค่ะ
#5  by  - XTreme - At 2005-09-28 02:09, 
ปล. คิดว่าเป็นหนึ่งในวันที่เขียนคอมเมนท์ภาษาไทยได้ยาวที่สุดค่ะ
#6  by  - XTreme - At 2005-09-28 02:13, 
อ่านบล็อกหน้านี้แล้วผมรู้สึกโง่ยังไงไม่รู้แฮะ.. ^^'

แต่ประเด็นน่าสนใจ เขียนน่าอ่านนะคับ ขอเวลาทำความเข้าใจอีกซักพัก

#7  by  Formula 25 At 2005-09-28 12:04, 
อ่านแล้วเพลิน คิดตาม
จริง ๆ นะคะ บางที
การจะสื่ออะไรก็ตามให้ใครรับรู้
คงจะดูดีกว่ามาก ถ้าไม่ทำจน .. น่าเกลียด
หรือให้เค้า 'รู้สึกเอง' คงก็ดีมากกว่าพูดออกมาจนดู เกร่อ
(เพราะพูดอย่างนึงได้ อีกหลาย ๆ อย่างก็จะตามมา)

แต่ก็นั่นแหละค่ะ
มันคือ เซ๊นต์ และ สเหน่ห์ของแต่ละคน
ส่วนตัวไม่ค่อยชอบนะ ผู้ชายอวด ๆ เนี้ย
ชอบผู้ชายลึบลับ ๆ ดูแล้วน่าค้นหา
ไอ้ประเภทฉันมีอะไร ฉันก็แบให้คุณเห็นหมด
เอิ่มมม ... ไม่ไหวเหมือนกัน -__-



เรื่องจบลงด้วยดีค่ะ
เข้าใจกันผิด
แรก ๆ เครียดเรื่องนี้ อ่าน ๆ ที่พี่เค้าคอมเม้นแล้วงง
" ไรวะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย -____- "
พอคุยกันจริง ๆ ถึงได้เข้าใจ :D

นั่นแหละค่ะ ความรู้สึกบางอย่าง
ก็ย้อนกลับมาไม่ได้อยู่ดี ..

ปล. คุณตัวกวนคับ เราย้ายไปที่
www.strife.diaryis.com นะคะ :D
#8  by  pat At 2005-09-30 08:34, 

<< Home