2005/Oct/03

คิดว่าคงมีหลายครั้งเวลาที่เราได้เจอหรือรู้จักใครเป็นครั้งแรก แล้วอีกฝ่ายทำตัวเหนือกว่า ประมาณว่าเชิดใส่ หรือถ้าเป็นในกรณีผู้ชายเข้าไปหาผู้หญิง แล้วผู้หญิงสวยมากๆ ซึ่งแน่นอนผู้หญิงก็อาจจะทำตัวหยิ่งๆหน่อย วิธีแก้ง่ายๆก็คือการ Neg hit

Neg hit ไม่ใช่คำด่า แต่เป็นการcommentถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวอีกฝ่ายที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียความมั่นใจ (insecure + self-conscious) เล็กๆเป็นการ lower social value และ sub-communicate ว่า สำหรับผม คุณไม่ได้ดีถึงขนาดนั้นหรอกนะ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะคุ้นกับคำชมอย่างวิธีของโจรกระจอกที่ชมแบบโง่ๆ (น่ารักจังเลยครับ) หรือไม่ก็คุ้นกับคำด่าในวิธีของโจรห้าร้อย (สวยนักรึไง เวลาผู้หญิงไม่เล่นด้วย) พอมาเจอแบบกัดหน่อยๆแล้วมันน่าท้าทายกว่า หรือถ้าจะอธิบายให้โฉดๆหน่อยก็คือเป็นการ invalidate อีกฝ่ายทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีปมด้อยและอยากจะแสดงให้คนพูดได้เห็นว่า จริงๆแล้วฉันก็มีดี ผลก็คือตกหลุมที่ขุดไว้ฮ่ะๆ

ที่เห็นนี่คือเอามาจากหนังสือ (ซึ่งคนเขียนเอามาจากclass noteของคนที่คิดวิธีนี้อีกที สมมติว่าคนคิดชื่อ Erikละกันครับ) ถ้าจะมองในแง่ของ Push & pull ก็คงจะเป็นการ push เพื่อที่จะรอการ pull ทีหลัง ถ้าจะมองในแง่ของ frame control ก็คือเปลี่ยนจาก frameแทนที่อีกฝ่ายจะqualifyว่าเราดีพอรึเปล่า ไปเป็นเราqualifyอีกฝ่ายแทนให้อีกฝ่ายต้องมาproveตัวเองแทน แสบดีไหมล่ะครับ ยกตัวอย่างสมมติว่าผู้ชายถามผู้หญิงว่าทำงานอะไร

M: What do you do?
F: Im a model (เป็นการsub-communicate ว่าฉันสวยนะ เธอล่ะมีดีอะไร)
M: Oh, like a hand model or something? (เป็นการNegโดยมองข้ามหน้าตาหรือหุ่น ประมาณว่าหน้าตาหรือหุ่นก็งั้นๆ เลยถามกลับไปว่าที่เป็นนางแบบนี่คือเป็นแบบมือหรอ บางคนมือสวยแต่หน้าตาไม่ไหว lol)

วิธีที่softกว่าหน่อยและอาจจะดีกว่าคือ Negเบาๆผสมกับอะไรที่ขำๆ อย่างเช่น(ขอไม่แปลนะครับขี้เกียจ)

When it comes to the "I'm a model" line, instead of using the "hand model" comeback, I'll usually say something like "Really? Me too! I'm an ASS model!". You can play it up about how your ass is insured for a million dollars and you were Ben Affleck's stunt-ass in Pearl Harbor. In a way, you're making fun of models, but you're doing so in a fun way that really gets the ladies going (don't be surprised if they wanna look at and grab your ass when you do this. I had an experience with 30 bridesmaids once, and that got down right scary. =)

ข้อควรระวังของการNeg ก็คือเหมือนดาบสองคม ต้องทำเหมือนพูดเล่นๆ และมีโอกาสทำให้อีกฝ่ายโกรธหรือเข้าใจผิดได้ ควรใช้กับผู้หญิงที่สวยเช่น ถ้าผู้หญิงมีผู้ชายตอมหลายคนหรือถ้าผู้หญิงมีattitude Im too good for you พวกนี้ต้องโดนซะบ้างเพื่อที่จะดึงอีกฝ่ายลงมาให้เท่าๆกัน

ที่เขียนมาส่วนใหญ่จะapplyในสังคมแบบอเมริกัน เพราะผู้หญิงไทยจะไม่ bitchy หรือ aggressive เท่าผู้หญิงที่นี่ แต่ว่าก็คงมีบ้างเหมือนกันที่ชอบทำเชิดๆหยิ่งๆ ยังไม่เคยเอาไปลองในชีวิตจริงซักที ถ้าได้ลองแล้วเป็นไงไว้จะเอามาบอกครับ lol แต่ไว้คราวหน้าจะเอาตัวอย่างของบทสนทนาที่คุยกันในเนทกับสาวคนนึงที่ผ่านมาไม่นานนี้มาเป็น case studyให้ดู


Ps.

1. ตัวอย่าง Negที่ให้มาไม่ค่อยเข้ากับคนไทยเท่าไหร่ แต้ถ้าลองคิดดีๆคิดว่าคนอ่านคงจะพอคิดออกว่าถ้าจะNegแบบสไตล์คนไทยจะต้องทำไง :P

2. ถ้าคนที่รู้ก็จะไม่ดิ้นตามเวลาโดน Neg แต่คิดว่าคงน้อยคนที่จะรู้ตรงนี้lol

3. กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะทำไงดีเพราะว่าที่นี่lock ไม่ได้ซะด้วย คิดว่าบางส่วนที่ไม่อยากให้ใครๆก็ได้อ่านคงจะpost ที่น้องเดียร์อย่างเดียวที่ http://bambino.diaryis.com ถ้าใครจะตามไปอ่านก็เมล์มาละกันครับที่ pipet_mit@hotmail.com แล้วจะเมล์passwordไปให้


edit @ 2005/10/03 12:46:22

2005/Sep/27

(*หลักเกี่ยวกับ sub-communication อ่านมาจากที่ๆนึง บวกกับผสมๆกับเขียนเองนิดหน่อย ไม่ได้คิดเองครับ )

การจะอยู่ในสังคมอย่างประสบความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญอย่างนึงก็คือต้องรู้จักที่จะ sells yourself (ถ้าใช้ภาษาไทย -- ขายตัว -- คงดูแปลกๆ :P) แสดงข้อดีหรือส่วนดีของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็น ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน หรือกับเพศตรงข้าม อย่างเวลาทำงานก็ต้องแสดงให้เจ้านายหรือลูกค้าเห็นว่าเรามีความสามารถ กับสาวๆผู้ชายก็อาจจะพยายามแสดงให้เห็นว่าตัวเองเก่ง (มีอนาคต) หรือรวย (พึ่งพาได้)

พูดง่ายๆก็คืออวดนั่นเองครับ ว่าตัวเองมีดีกว่าคนอื่น เราถึงเห็นคนขับรถหรูๆ แต่งตัวหรือใช้ของใช้แพงๆ อย่างเช่นมือถือ หรือไม่ก็พวกชอบอวดว่าตัวเองเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ จบจากที่นั่นที่นี่ สรุปก็คือทุกคนก็อวดกันทั้งงั้นแหละ แล้วแต่เวลา สถานการณ์ และความจำเป็น

ซึ่งผมก็ว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายอะไร ออกจะจำเป็นในการอยู่ในสังคมด้วยซ้ำ สมมติว่าต้องไปเสนองานให้ลูกค้าแข่งกับคนอื่น ถ้าไม่รู้จักอวดก็เสร็จเหมือนกัน ปัญหาจริงๆแล้วอยู่ที่การแสดงออกมากกว่า การอวดอะไรออกมาตรงๆ ส่วนใหญ่จะทำให้คนหมั่นไส้ ดูไม่มีสไตล์ และ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง (insecure) คนอ่านอาจจะสงสัยว่าถ้ามันตั้งใจจะอวดแล้วจะไม่มั่นใจได้ไง อันนี้ต้องรออ่านต่อไปว่าทำไม :P

สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือจะทำแบบไหนให้ออกมาแล้วดูไม่น่าเกลียด เพราะถ้าจะให้โม้ตรงๆคงไม่มีใครอยากฟังหรือเห็น ตัวอย่างแย่ๆมีให้ได้เห็นได้ยินทั่วๆไป ยกตัวอย่างเช่น

1. เพื่อนของเพื่อนเป็นลูกนักการเมือง อยากจะโชว์พ่อใหญ่ ก็ถ่ายรูปตัวเองยืนอยู่หน้ารูปพ่อที่เป็นนักการเมืองที่ติดอยู่ตรงที่ผนังบ้าน (พี่ดุก ถ้าใครยังจำได้จากไดเก่า)

2. อยากจะโชว์ว่าตัวเองเรียนอยู่มหาลัยดังๆก็บอกคนอื่นว่า ผมเรียนอยู่ที่ (insert your favorite universities here) ไม่ก็เอาเสื้อมหาลัยมาใส่เดินไปเดินมา

3. อยากโชว์ความสามารถ อันนี้คุณแฟนเล่าให้ฟัง มีหนุ่มคนนึงครับ อยากจะโม้ว่าตัวเองเล่นกีต้าร์เป็น เฮียแกทำไงรู้ไหมครับ เฮียทำท่าลีดกีต้าร์ตามจังหวะเพลงที่เปิดในบาร์อย่างได้อารมณ์ ผมฟังแล้วถึงกับต้องส่ายหัว อยากรู้ว่าเป็นใครอันนี้ไปถามคุณแฟน, พิม androdisac ไม่ก็ จุ๋มได้ คนนั้นคือหนึ่งในพี่ชายช่างฝันที่แสนดีที่เคยพูดไปนานแล้ว

อะไรที่มันเด่นชัดหรือมาตรงๆไปคนเห็นคนฟังรู้สึกได้ครับว่าอวด ปฏิกริยาที่ตามมามักจะเป็นหมั่นไส้ วิธีที่ดีกว่าคือใช้วิธีที่เรียกว่า sub-communication คือสื่อถึงเรื่องที่ต้องการจะบอกโดยที่ไม่ได้เหมือนตั้งใจจะพูดถึง ซึ่งของเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการพูดจาอย่างเดียว สมมติว่าถ้ามีผู้หญิงสวยเดินมาแต่ผมทำเฉยๆไม่ได้สนใจอะไร สิ่งที่สื่อทางอ้อมคือผมเห็นหรือรู้จักคนสวยมาเยอะ แค่ความสวยแค่นี้ไม่ได้ทำให้ต้องสนใจมอง

ยกตัวอย่างอีกอันแต่ขอไม่แปลเพราะคิดว่าอ่านต้นฉบับจะเคลียร์กว่า ตัวอย่างนี้อาจจะเกินความจริงไปหน่อยแต่ที่เอามาก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องการจะพูดถึง

"My ex-girlfriend just picked me up at the airport tonight, and instead of her Audi she was driving a Maserati all of a sudden. It was too funny -- I tried to pretend that I didn't notice, and then like 100 yards outside the airport, we get pulled over. She didn't tell me until afterwards that they'd just given her the car for a photo shoot she was doing, so when the cop lights came on, I was totally wondering what was up. Finally, I whispered to her: "Karen, if in the last three days you'd become a drug baron and were on the FBI hit list, you'd tell me right?" Anyway, even when it turns out we just had a broken headlight, . . . Etc., etc.,

สิ่งที่สามารถ imply ได้ทางอ้อมคือ

1. He has an ex-girlfriend. He's not a total loser.

อันนี้ต้องขอขยายความหน่อย คนที่มีแฟนอยู่ หรือว่ามีแฟนเก่า ถ้าลองคิดดีๆเนี่ยถือว่าเป็น trait ที่ desirable นะครับ เพราะมันเป็นการสื่อว่า อย่างน้อยก็มีคนเอา แสดงว่าต้องมีอะไรดีอยู่บ้าง ในทางกลับกันถ้าเกิด ผู้ชายคนนั้นไม่เคยมีแฟนมาเลย (เอ๊ะมันเป็นเกย์รึเปล่า?) หรือ ผู้หญิงไม่เคยมีแฟนมาเลย (ทำไมถึงไม่มีใครเอา?) ก็อาจจะมีคำถามตามมาเป็นred flag

2. He is close enough to his ex-girlfriend that she would pick him up at the airport.

แสดงว่าน่าจะเลิกกันด้วยดี จากที่เห็นคงไม่มีประวัติ abuse แฟนตัวเอง

3. He has a lifestyle where he travels (he's coming from the airport).

คนที่เดินทางบ่อย ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ต่างๆ เป็นคนน่าสนใจ (เพราะได้มีโอกาสไปเจอเรื่องราวและสถานที่น่าสนใจมากกว่าคนที่ไม่ไปไหนเลย) และมีโลกทัศน์กว้าง

4. His ex-girlfriend has an Audi. This doesn't necessarily give her a ton of value, but it gives her a little bit. Which gives you a bit of value by implication.

5. His ex-girlfriend does photo shoots. She must be attractive.

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ชายคนนี้คงต้องมีอะไรดี ไม่งั้นทำไมผู้หญิงน่าตาดีจะมาสนใจ (ถ้ารวมข้อ 2เข้าไปด้วย ก็จะทำให้ชัดขึ้น)

6. His ex-girlfriend does the kind of photo shoots where they'd give her a Maserati for the day as part of it. She must be very attractive.

สมมติว่าถ้าผู้ชายคนนี้ไม่รวย ไม่หล่อ เลยแต่เคยควงสาวสวยขนาดนั้น แสดงว่าต้องมีอะไรดีอย่างอื่น อย่างเช่น อาจจะคารมดี ไม่ก็..เอ่อ..เรื่องบนเตียงเก่ง อะไรก็ว่าไป

แค่เล่าเรื่องสั้นๆแต่ implication ที่แสดงออกมาเยอะมากเลยครับ ซึ่งของพวกนี้ผู้หญิงจะค่อนข้างpick upไวพอสมควร (ผู้ชายอาจจะไม่ทันคิดว่าผู้หญิงที่ตัวเองคุยด้วย sub-communicateอะไรออกมาเพราะมัวแต่จ้องหน้าอกอยู่ lol)

อย่างงี้แหละที่เรียกว่า sub-communicate หลักๆสำคัญคือต้องใช้ subtlety ครับ และสอดไส้สิ่งที่ต้องการจะสื่อในเรื่องอื่นที่คุยกัน โดยการจะเข้าใจถึงสิ่งที่สื่อนั้นต้องใช้สมองประมวลผลอยู่บ้าง ซึ่งถ้าคนที่ทำเก่งๆจะดูลื่นๆไม่เป็นที่ขัดตาหรือน่าหมั่นไส้เวลาพูดคุยด้วย

ซึ่งเวลาที่เราได้ยินคนพูดๆกันว่า ผู้ชาย หรือ ผู้หญิง คนนี้น่าสนใจ แต่บอกไม่ค่อยถูกว่ามันตรงไหน ผมว่าก็เพราะว่าคนๆนั้น sub-communicate เก่ง และคนที่เป็นผู้ฟังนั้นประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นทางจิตใต้สำนึก คือรู้ลึกๆในใจว่าสิ่งที่อีกฝ่ายsub-communicateคืออะไร แต่ชี้ออกมาเป็นข้อๆไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วรู้สึกดีประมาณนั้น

กลับมาที่ตัวอย่างโง่ๆสามข้อในตอนต้นถ้าจะแก้ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ออกมาในแนวของ sub-communication (ยกตัวอย่างให้เห็นเฉยๆนะครับไม่ได้หมายความว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด..แต่อย่างน้อยคงดีกว่าพูดอวดออกมาแน่ๆ)

1. ถ้าจะอวดว่าพ่อใหญ่เป็นนักการเมือง (จริงๆไม่เห็นจำเป็นต้องพูดเลยครับ ถ้าอีกฝ่ายรู้นามสกุลก็น่าจะรู้แล้วว่าเป็นมีอะไรเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้แสดงว่าพ่อตัวเองคงไม่ดังพอก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอวดให้เสียเวลาอยู่ดี) กับคนที่เพิ่งรู้จักแลกนามบัตรกันให้อีกฝ่ายเห็นนามสกุลก็ได้ หรือไม่ก็เอาเรื่องของ สส คนอื่นมานินทาให้ฟังเล่นๆ ซึ่งเป็นการimplyว่าอยู่วงในไม่งั้นจะเอาเรื่องนั้นเรื่องโน้นมาพูดได้ยังไง

2. อันนี้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่คำถามว่าเรียนที่ไหนทำงานที่ไหนมันค่อนข้าง mundane คนถามกันอยู่แล้ว แทนที่จะโม้ว่าอยู่นั่นอยู่นี่ ก็สู้บอกไปว่าอย่ารู้เลยไม่ดังหรอก จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายสนใจอยากจะรู้มากกว่า เพราะดูลึกลับดี หรือไม่ก็ส่งemailให้อีกฝ่ายจากaccountของมหาลัยตัวเอง แล้วทำเฉยๆไม่เหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น

3. แทนที่จะมานั่งลีดกีต้าร์ในจินตนาการให้น่าขนลุก ก็อาจจะพูดออกมาในแนวๆว่า มือกีต้าร์ที่นี่เก่งดีนะครับ เพราะปกติตรงท่อนนี้จะเล่นยากตรงคอร์ดx,y,z etc.. อย่างแรกแสดงให้เห็นว่ารู้จักชมคนอื่น ไม่ยกตกข่มท่าน อย่างที่สองบอกว่าเล่นกีต้าร์เป็น และคงเคยเล่นเพลงนั้นมาแล้ว

คนเรา sub-communicate ตลอดอยู่แล้วไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที ผมว่าการหัดมองให้ออกว่า sub-communication มีอะไรบ้างในบทสนทนาเนี่ยค่อนข้างมีประโยชน์เลยล่ะครับ เพราะจะทำให้เรานอกจากมองออกแล้วยังสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ว่าใครเป็นยังไง.ซึ่งประโยชน์ก็มีตั้งแต่เอาไว้ จีบสาว จีบหนุ่ม โอ้อวดแบบมีศิลป์ เจรจาต่อรองblah blah blah

สำหรับในกรณีผู้ชาย trait ที่ควรจะ sub-communicate ออกมาคร่าวๆก็คือ

- Pre-selection (other attractive women want you)
- Wealth
- Power
- Social status (especially being the leader of men)
- Some unpredictability
- In control, not controlling
- Intrigue/curiosity/unanswered questions about you
- Being the protector of your loved ones

(พอเขียนlistที่ได้มาจบ ก็หันมามองตัวเอง แล้วก็ต้องหัวเราะออกมา lol)

ส่วนที่บอกในตอนต้นว่าทำไมคนที่ชอบอวดตรงๆถึงดูไม่ค่อยมีความมั่นใจ เหตุผลก็เพราะว่า.. ยกตัวอย่างดีกว่า สมมติพวกที่ชอบอวดอะไรอย่างออกหน้าออกตา เช่นรถ มือถือ มันเป็นการ sub-communicateทางอ้อมว่า คนๆนั้นไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ที่จะอวดแล้ว (เลยต้องเอาของอย่างงี้มาอวด เพราะตามธรรมดาคนเราก็ต้องเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดมาอวดใช่ไหมครับ) เราเลยเห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่รวยจริงๆหลายๆคนยังใช้nokiaรุ่น3310อยู่ มันsub-communicateว่าคนนั้นcomfortableกับเรื่องความรวย ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องเอาไปอวดทำไม

:นอกเรื่อง:

พอดีได้ตำราทำซุบมาเล่มนึง อยากจะลองทำซุบหอยแมงภู่แบบอิตาลีมานานแล้ว วันนี้เลยได้ฤกษ์ทำ Mussels in saffrons broth. ส่วนผสมก็มีหอยแมงภู่, หอม, กระเทียม,Italian parsley, ไวน์ขาว, thyme แล้วก็ saffron (เป็นเครื่องเทศที่ราคาแพงที่สุด เพิ่งจะเคยลองใช้ก็ครั้งนี้เนี่ยแหละ) ทำออกมาได้หน้าตาประมาณนี้

อร่อยดีครับ กินไปกินมาถึงตัวสุดท้ายก็ชะงักเพราะเห็น น้องมิว แล้วนึกถึงอะไรบางอย่าง ก็เลยหยิบกล้องมาถ่ายไปหัวเราะคิกคักๆไป


ใครจะหาว่า perv ก็ตามทีแต่ผมว่าดูแล้วคล้ายอะไรซักอย่างฮ่ะๆ หลังจากถ่ายเสร็จน้องมิวก็โดนกินไปเรียบร้อย lol

ว่าแต่ที่เขียนมาเนี่ยคิดว่าผมsub-communicateอะไรหรอครับ :P


edit @ 2005/09/27 11:48:12

2005/Sep/22

สามคนนั้นคือ น้องส้ม ฟ้า น้องฟ้า แล้วก็ น้องเดียร์ สามคนสามสไตล์เลยครับ

น้องส้มนี่จะหน้าตาออกน่ารักแบบเด็กๆ หมวยๆ เปรี้ยวๆ เธอออกจะเอาแต่ใจตัวเองหน่อย ไม่พอใจก็พูดออกมาตรงๆหรือไม่ก็ลงไม้ลงมือกันเลย คือยังเป็นเด็กๆอยู่ไม่ค่อยรู้จักวางตัวเท่าไหร่ ก็ตามประสาเด็กสมัยนี้ชอบออกไปเที่ยวกะเพื่อนๆบ่อยๆ ไม่ค่อยรู้จักการบ้านการเรือนอย่างทำอาหาร อ่อข้อเสียอีกอย่างคือพูดจาอะไรแล้วไม่ค่อยรักษาคำพูดครับ อย่างนัดกันจะไปเที่ยว บางทีเธอก็หายตัวไปเฉยๆ หลายคนอาจจะมองว่ามีข้อเสียหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์เลี้ยงต้อยของผม ผมเข้าใจครับว่าเธอยังอายุน้อย เดี๋ยวโตขึ้นก็คงดีกว่านี้เอง จะว่าไปผมก็อยากจะเลิกกะน้องส้ม ติดอยู่อย่างเดียวว่าเธอยืมของที่ผมอยากได้คืน แล้วเธอก็หายตัวไป ไว้รอผมได้ของๆผมคืนมาก่อนล่ะน่าดู หึหึ..

น้องเดียร์เนี่ยเป็นเพื่อนสนิทน้องส้ม เธอสวยมากกว่าน้องส้มแต่น่ารักน้อยกว่า ด้วยความที่เป็นคนสวยเธอเลยเอาแต่ใจมากหน่อย เวลาเธออยากได้อะไรเธอไม่อ้อนครับ และก็ไม่ค่อยง้อคนด้วย สมมติถ้าเราออกไปไหนด้วยกันแล้วเธออยากกินพิซซ่า ผมก็ต้องพาเธอไปกินพิซซ่า ห้ามมีเงื่อนไขต่อรอง เธอไม่ค่อยมีเพื่อนมากนักเพราะเธอเลือกคบคน แต่เดี๋ยวตรงจุดนี้ผมว่าต่อไปคงจะดีขึ้นเอง น้องเดียร์เนี่ยถือว่าหุ่นดีที่สุดในสามคน ถ้าให้วิ่งแข่งกันสามคนน น้องส้มคงเป็นลมกลางสนาม น้องฟ้าคงวิ่งพอไปถึงเส้นชัยแต่ต้องใช้เวลานาน แต่น้องเดียร์เธอเป็นนักกีฬาครับ ประเปรียว ออกกำลังกายบ่อย เพราะงี้ก็เลยทำให้หุ่นเฟิร์มไปซะทุกส่วน โฮะๆ เกือบลืม ข้อดีอีกอย่างของน้องเดียร์คือเธอเป็นคนเก็บความลับได้ครับ ถ้าเรื่องอะไรผมบอกให้เธอเหยียบ เธอเหยียบสนิท ขณะที่ น้องส้มและน้องฟ้านี่ เก็บไม่ค่อยอยู่ครับ ผมล่ะกลัวอยู่บ้างเกิดสองคนนั้นไปพูดจาอะไร แล้วข่าวไปเข้าหูแฟนผมเนี่ย ผมคงตายแน่ๆ ถึงแม้จะสนิทกับน้องส้มเพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมต้น แต่ช่วงหลังๆสองคนนี้นี่กินใจกันลึกๆครับไม่รู้เพราะทำไม

น้องฟ้านี่เรื่องหน้าตาจะผสมๆกันระหว่างน้องส้มกับน้องเดียร์ มีทั้งสวยและน่ารัก แต่ก็ไม่สวยเท่าน้องเดียร์ และไม่น่ารักเท่าน้องฟ้า ตอนแรกหุ่นเธอก็ดีอยู่หรอกครับ แต่ช่วงหลังๆนี่เธอกินมากไปหน่อย เลยเริ่มจะอืดๆ แต่เธอนิสัยดีครับขี้อ้อนตามใจผมดี เธอไม่ค่อยมีเงื่อนไขมากมายเหมือนสองคนนั้น มีอยู่อย่างเดียวคือเธอไม่ค่อยชอบคุยแบบไร้สาระ เวลาคุยกันทีต้องเป็นเรื่องเป็นราว

ถ้านับน่ารักก็ต้องน้องส้ม สวยหุ่นดีก็ต้องน้องเดียร์ นิสัยดีก็ต้องน้องฟ้า ตอนนี้ผมล่ะตัดสินใจไม่ถูกเลยว่าจะเลือกใครครับ ตามประสาคนโลเลอย่างผมดูท่าทางคงต้องคั่วน้องฟ้ากับน้องเดียร์ไปก่อน แล้วรอดูว่าน้องส้มกลับมาแล้ว สถานการณ์จะเป็นยังไงแต่สุดท้ายแล้วยังไงผมก็คงต้องเลือกซักคนนึง เก็บไว้สามคนปวดหัวตายครับ

จริงๆหลายคนก็รู้จักน้องๆทั้งสามคนอยู่บ้าง รูปของเธอทั้งสามคนก็ไปดูกันได้.. น้องฟ้า น้องเดียร์ น้องส้ม


Ps. ถ้าใครอ่านแล้วgetหมดนี่ตบมือให้สามแปะ :P


edit @ 2005/09/22 10:39:16
edit @ 2005/09/22 10:40:00